กว่าจะมาถึงวันนี้

                         เคยถามตัวเองบ้างไหม  ว่า ตั้งแต่เริ่มลืมตาดูโลก  กว่าจะมาถึงวันนี้ได้  ต้องผ่านอะไรมาบ้าง

ชีวิตมันก็ไม่มีอะไรมาก  ก็แค่เด็กชายคนนึง ที่ไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง ก็แค่มีบ้านอยู่ มีข้าวกิน 

ได้เรียนหนังสือ ได้เที่ยวเล่นตามประสาเด็ก ๆ ทั่วไป  อยากได้นี่ อยากมีนั่น แต่ก็ถูกปฏิเสธมาโดยตลอด

ก็ลูกคนกลางนี่นะ  ทำไงได้  อยากได้ก็ต้องพยายามดิ้นรนเอาเอง  แต่ก็มีบ้างที่ทำผิดไป ก็แค่แอบ

หนีเที่ยวบ้าง  แอบขโมยเงินบ้าง แอบเล่นการพนันบ้าง  ตามสังคมบ้าน ๆ ที่เป็นอยู่  พอเข้าสู่วัยรุ่น ก็ทำตัว

เสเพลบ้าง   เล่นสนุ๊ก ติดเกมส์ อยากซิ่ง อยากทำอะไรที่ท้าทาย  ก็ตามประสา   วันนึง ญาติคนนึกได้เปิด

โต๊ะสนุ๊ก ที่ข้างบ้าน  ก็ไปหัดเล่นจนติด   กลับบ้านเช้าเลยก็มี แล้วก็ต้องไปเรียนทั้งสภาพอดนอนอย่างนั้นละ

เพราะความคิดที่ว่า ถ้าเล่นได้ก็จะเก่ง  จะมีคนยอมรับยกย่อง  แต่เมื่อเริ่มคิดได้ถึงสิ่งที่ตอบรับกลับมาจิง ๆ

มันไม่มีอะไรเลย  กว่าจะรู้ก็หมดเงินไป ก้อนใหญ่ ๆ อ้าวแล้วเงินใครล่ะ  ยังไม่ได้ทำงานนิ   “ก็เงินใครล่ะ”

มันเป็นคำถามที่เกิดขึ้นมาเอง ในใจ แล้วทำให้รู้สำนึกถึง สิ่งที่ได้ทำลงไปว่ามันดี เลว ขนาดไหน จากนั้นก็ตัดสินใจเลิก

เด็ดขาด จะไม่กลับไปเกี่ยวข้องกับเรื่องแบบนี้อีก  ด้วยความมุ่งมั่นจึงทำให้การตัดสินใจครั้งนี้เป็นผลสำเร็จ

พอโตมาอีกนิด ก็อยากได้รถมอเตอร์ไซค์ไว้ซิ่งบ้าง  เลยเอ่ยปากขอ ก็เหมือนเดิม  เลยต้องดิ้นรนเอง  ยอมไปทำงาน

ก่อสร้าง ยอมอดค่าขนม เพื่อให้ได้มาซึ่งรถเก่า ๆ คันนึง แล้วก็ตระเวนเที่ยวไปเรื่อย ขี่เล่นบ้าง  ซิ่งบ้าง  กลับมาบ้านก็

โดนด่า ประจำ  วันนึงได้ไปเห็นเค้าตกปลากัน  ก็นึกสนุกอยากตกบ้าง  ก็ไปจัดมา 1 ชุด ตระเวนตกไปเรื่อย ไม่เว้น

วันหยุด วันเกิด หรือแม้แต่วันพระ เพราะตอนนั้นยังไม่รู้ว่า บาปบุญคุณโทษ เป็นไง  พอเรียนจบก็หางานทำ แล้วก็ได้งาน

ด้านบริการที่นึง  ที่ตรงกับสายวิชาที่เรียนมา  ก็ลุยมันเต็มที่  ว่างก็ไปตกปลาอีก  ด้วยความที่พยายามทำอะไรด้วยตัวเอง

มาตลอด ทำให้งานที่ทำอยู่  เริ่มมีความรู้มากขึ้น ผู้ใหญ่เลยช่วยดันขึ้นไปอีกระดับนึง  คราวนี้เลยต้องรับทั้งงานลูกค้า

และงานใน work shop จนล้นมือ เพราะทำอยู่คนเดียว เวลามีปัญหา พนักงานใน shop แก้กันไม่ได้ ก็ไปช่วย

ลูกค้ามีปัญหา ก็ไปช่วย ก็ช่วยเค้าตลอด จนงานตัวเองทำไม่ทัน แต่ในมุมมองของหัวหน้า เค้าอาจจะมองว่า ทำงานดี

กระตือรือร้นดี ก็แล้วแต่เค้า วันนึงต้องสางงานด่วนให้ทันสิ้นเดือน  เลยอยู่ทำงานยันดึก ทั้งที่โอทีก็ไม่มี ค่าล่วงเวลา

ก็ไม่ได้  เสร็จสิ้นพร้อมส่งงานเช้าวันใหม่  ก็ปาเข้าไป ตี 5  ก็ขี่รถกลับบ้านทั้งที่ฝนตก เพื่อเช้าจะได้มาเอางานส่งหัวหน้า

ถึงบ้าน เตรียมตัวเสร็จเรียบร้อย ก็ เกือบเจ็ดโมง พอดี  ก็ขี่รถมาทำงานตามปกติ  แล้วก็มาติดฝนอยู่กลางทาง  ทำให้วันนั้น

ไปทำงานสายเป็นวันแรก  ทั้งที่ ทำมา 3 ปี ไม่เคยสาย ลา หรือขาดงานเลย  เดือนนั้นก็เลยไม่ได้เบี้ยขยัน และได้ใบเตือน

จากการส่งงานให้ไม่ทันเป็นของแถมอีกตะหาก   มันก็เลยเป็นข้อเตือนใจมาถึงทุกวันนี้

“ต่อให้ทำดีมาตลอดชาติ  ผิดพลาดแค่ครั้งเดียว ก็ลบได้” 

จากวันนั้น ความคิดก็เริ่มเปลี่ยนไป  ที่ทุ่มเทไป ก็เริ่มหมดแรง  ตามความคิดวัยรุ่น  อยากมีงานของตัวเอง เลยไปลงทุนขายรองเท้ามือสอง

กับหุ้นส่วนที่เป็นญาติที่เค้าขายมาก่อนจนรวยไปก่อนแล้ว   ซึ่งต้องกู้ยืมเงินมาลงทุนก้อนใหญ่   แต่ก็ได้สินค้ามาดีเกินคาด และขายได้ราคาดี

มาตลอดจนเริ่มตั้งตัวได้  ขณะที่หุ้นส่วน ยอดขายเริ่มตกลง แล้วก็มีเรื่องไม่คาดคิด และไม่เคยคาดคิดเกิดขึ้น  เมื่อสินค้าที่ได้ มาเริ่มไม่ดีตามคาด

แต่ของหุ้นส่วน กลับดีเกินคาด ทุกงวด  มันเริ่มมีข้อสงสัยในใจมาตลอดแต่ก็ไม่ได้คิด  เพราะเชื่อว่า ญาติกัน จะมาทำกันได้ยังไง จากนั้นยอดขาย

ก็ตกลงเพราะสินค้าไม่ได้คุณภาพอย่างที่เคย  และวันนึงมีคนมาตีสนิทจนเราไว้ใจ เลยบอกเค้าไปหมดเกี่ยวกับของที่ขายอยู่  สุดท้าย เพื่อนกันก็มา

ขายแข่งกันเอง ซะงั้น  และด้วยเราที่ประสบการณ์ยังน้อย  รวมกับ เพื่อนซึ่งปัจจุบันกลายเป็นคู่แข่งไปแล้ว มีความสามารถด้านการตลาดมากกว่า

ทำให้เค้าดึงลูกค้าไปเป็นของเค้าจนหมดในที่สุด  ในเมื่อขายสู้เค้าไม่ได้  สินค้าที่ได้มาก็ไม่ดี  ก็เลยเปลี่ยนสินค้าใหม่เป็นอย่างอื่น ซึ่งก็ไปไม่รอดเหมือนเดิม

เพราะกำไรที่ได้ต้องไปจ่ายหนี้สินที่มาจากการขายรองเท้า จนหมด   “ชีวิตมีขึ้น  มันก็ต้องมีลง เป็นเรื่องธรรมดา”  เลยเป็นเหตุให้ต้องยอมถอยหลังกลับไปเป็น

ลูกจ้างอีกครั้ง ในบ.แห่งหนึ่ง ในระยอง  ซึ่งเหมือนโชคจะพอเข้าข้างอยู่บ้าง   จากชีวิตอิสระ  ที่เคยเป็นอยู่  ที่เคยลุยมา ทั้งร้อน ฝน หนาว  จากที่เคยช่วยคนอื่น

ตอนที่คนอื่นมีปัญหาตลอด  แต่พอตัวเองมีปัญหา  กลับไม่มีใครอยากมาช่วย   ก็เปลี่ยนไปเป็นผู้ขายแรงงานเหมือนเดิม ซึ่งก็ทำมาถึงทุกวันนี้  ปัจจุบันก็เริ่มชำระหนี้สิน

เก่า ๆ ไปได้บ้าง  แต่ก็ยังไม่วายเกิดเรื่องอีก  ที่แฟนผมยังต้องไปเป็นเบี้ยล่างของหุ้นส่วนคนเดิมอยู่  โดนโขกสับสารพัด  เพื่อแลกกับเงินซื้อกับข้าวกินไปวัน ๆ

ปัจจุบัน  ผมมีลูกสาวคนนึง และชีวิตก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ เลยหันมาขายของอีกครั้งเป็นงานเสริม  ซึ่งผมเองก็ยอมรับว่า  มันก็เสี่ยงที่จะเจ๊งอีกรอบ  แต่เราก็เดินอย่างระมัดระวัง

ปัจจุบัน  เริ่มอยู่ตัวแล้ว  ยอดขายของที่ร้านก็เริ่มดีขึ้น เพราะแฟนผมได้ออกจากงานนั้นมาแล้ว  ถึงแม้การออกมามันจะไม่ค่อยดีนักเพราะปากเสียงเป็นเหตุ  แต่ก็ทำให้มีเวลามากขึ้น

และทำให้เราได้รู้จักคำว่า อิสระทางความคิด อีกครั้ง 

คนเรามีสิทธิ์ที่จะคิด  ฝัน หรือคาดหวัง    ธรรมชาติของคนเรา มักจะกลัวการเปลี่ยนแปลง  กลัวผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากอดีตที่ผ่านมา  มันก็แค่ชะตาชีวิตที่เราต้องเจอและต่อสู้กับมัน

ทุกวันนี้  ถึงแม้ชีวิตของผม จะยังไม่สมบูรณ์  อยู่ท่ามกลางสิ่งเลวร้าย สิ่งล่อตาล่อใจ อบายมุขต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สิ่งของต่าง ๆ  เทคโนโลยี  บุหรี่ สุรา สื่อทางกามรมณ์ หรือแม้แต่ยาเสพติด

ร้ายแรง ในหมู่เพื่อนฝูง  และผู้คนอีกมากมายที่ต่างก็ รู้หน้า ไม่รู้ใจ    แต่เราก็เลือกที่จะเป็น  เลือกที่จะเชื่อ  และเลือกที่จะทำในสิ่งที่ดีได้   ถึงจะไม่มีใครเห็นก็ตาม แต่ตัวเราก็เห็นด้วยตัวเราเอง

รู้สึกด้วยตัวเราเอง ว่าสิ่งที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เป็นอย่างไร  ไม่ต้องให้ใครมาบอก มาสอน เวลาขาดสติ  ไม่ต้องให้ใครมาเดือดร้อนในสิ่งที่เคยทำไว้

ทุกคนก็มีเส้นทาง  มีชะตาชีวิต เป็นของตัวเอง  พระผู้เป็นเจ้า คือผู้ทดสอบ  สติ ปัญญา  สมาธิ มีอยู่ในใจ  ใครก็เอาไปไม่ได้ จะดี จะเลว อย่างไร  ขึ้นอยู่กับใจของเราเท่านั้น 

ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s